ป๊าดโธ สุราชุมชน ร้อยเอ็ด ขายได้แน่ ถ้าราคาต่ำกว่าเหล้าโรง
ป๊าดโธ สุราชุมชน ร้อยเอ็ด ขายได้แน่ ถ้าราคาต่ำกว่าเหล้าโรง
ปัจจุบัน สุราชุมชน ร้อยเอ็ด สุราขาวเป็นผลิตภัณฑ์สุดฮิต ของผู้ผลิตสุราชุมชน ใครที่เคยผลิตไวน์ผลไม้ หรือสาโท ก็หันมาผลิตสุรากลั่นกันหมด ทั้งนี้เพราะการจำหน่ายไวน์ผลไม้และสาโทในวันนี้ช่างแสนฝืดเคือง แต่เนื่องจากสุราขาว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดจำหน่ายมหาศาล เพราะเป็นเครื่องดื่มประจำวันของพี่น้องเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ถ้าไม่ได้ดื่มวันไหน เหมือนจะขาดพลังงานอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ชีวิตไร้ความหมาย ดังนั้นจึงทำให้ผู้ผลิต คาดว่าสุราที่ผลิตได้ จะต้องขายได้แน่ๆ ถ้าเราตั้งราคาให้ต่ำกว่าเหล้าโรง โดยเฉพาะเหล้าขาวที่กลั่นจากข้าว ซึ่งเดิมเป็นเหล้าเถื่อนที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันดี น่าจะมาแทนที่ตลาดเหล้าโรงได้แต่แล้ว ปัญหาแรกที่เจอกันก็คือลูกค้าไม่ชอบรสชาติ เพราะคุ้นเคยหรือ “ติด” กลิ่นรสของเหล้าโรงที่ทำจากกากน้ำตาล (โมลาส) แต่ประกาศฉบับที่ 4 ที่ออกมาตามคำเรียกร้องของผู้ผลิต ก็ให้ทำจากวัตถุดิบจากการเกษตร ตามวัตถุประสงค์ให้ใช้ผลิตผลที่ปลูกได้เองมาผลิต เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร ตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจชุมชนแต่โมลาสเป็นของเหลือจากอุตสาหกรรม คือเหลือจากการผลิตน้ำตาลทราย ก็ไม่น่าจะใช่ผลิตผลการเกษตร แต่ในที่สุด สรรพสามิตก็ยอมให้ใช้กากน้ำตาลผลิตสุราชุมชนได้ ก็แก้ปัญหาไปได้เปลาะหนึ่ง อีกแง่หนึ่งของการใช้กากน้ำตาลก็คือ มันมีราคาถูกกว่าใช้ข้าวมากลั่นหลายเท่า กากน้ำตาลราคากิโลละ 2 บาท เท่านั้น แต่การหมักกากน้ำตาลต้องใช้ยีสต์ในการหมัก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจากส่วนนี้เพิ่มขึ้น แทนที่จะใช้ลูกแป้ง ซึ่งอาจจะปั้นเองได้
ป๊าดโธ สุราชุมชน ร้อยเอ็ด สุราขาวราคา 39 – 40 บาท
ทำให้ ป๊าดโธ สุราชุมชน ไม่มีเอกลักษณ์อะไรที่แตกต่างจากเหล้าโรง แม้แต่ฉลากก็พยายามใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เหมือนเหล้าโรง ทั้งรูปรวงข้าว สีของฉลาก รูปทรงขวด และฝาแม็กซี่เป็นต้น จนทำให้กระทรวงการคลัง ต้องออกประกาศฉบับที่ 5 ออกมา กำหนดให้ผู้ผลิตต้องส่งภาชนะบรรจุและฉลากให้สรรพสามิตให้ความเห็นชอบก่อน เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ นอกจากนั้นสุราชุมชนบางยี่ห้ออาจจะมีคุณภาพต่ำกว่าเหล้าโรง เพราะขาดเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ขาดผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมการผลิต ไม่มีการวิเคราะห์คุณภาพสุราทุกครั้งที่ผลิตได้ ไม่รู้จักตัดหัวตัดหางทำให้มีกลิ่นเหม็น ดื่มแล้วปวดหัว เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้บริโภคขาดแรงจูงใจที่จะซื้อสุราของชุมชน ยกเว้นเรื่องเดียวคือราคา ดังนั้นจึงทำให้ผู้ผลิตหลายราย เริ่มลดราคาขายส่งขายปลีกลงฮวบฮาบ เราเริ่มเห็นสุราขาวราคา 39 – 40 บาท และอาจจะต่ำกว่า และในจำนวนนี้ เป็นภาษีไปแล้ว 19 บาท แล้วจะเหลือกำไรเท่าไร ปัญหาเหล่านี้ ผมได้เตือนไว้แล้วในเกษตรแปรรูปฉบับต้นปี ตอนที่ประกาศฉบับที่ 4 ออกมาใหม่ๆ ก็น่าแปลกใจที่บทเรียนของสาโท ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกเข็ดหลาบ หรือเพิ่มความระมัดระวังกันเลย แต่กลับมีคนกระโดดลงมาเล่นเกม สุรากลั่น กันมากกว่าคนเล่นเกมสาโทเสียอีก (จากสถิติของกรมสรรพสามิต ปัจจุบันมีผู้ผลิตสุรากลั่นชุมชนกว่า 3,000 ราย) โดยผู้เล่นส่วนใหญ่ วางหมากเล่นเกมกันอยู่ในตลาดเหล้าโรง นอกจากนั้นส่วนใหญ่ไม่สนใจกฎระเบียบที่เขียนไว้ในประกาศฉบับที่ 4 ที่ให้มีเครื่องจักรน้อยกว่า 5 แรงม้า และคนงานน้อยกว่า 7 คน โดยร้อยทั้งร้อย มีหัวเตากลั่นมากกว่า 2 หัว ซึ่งเพียงแค่ 1 หัวก็คิดเป็นเกือบ 4 แรงม้าแล้ว
ปัญหาของป๊าดโธ สุราชุมชน ร้อยเอ็ด
ปัญหาของ ป๊าดโธ สุราชุมชน สุราชุมชนเท่าที่พรรณามานี้ ก็คือกำลังจะขายไม่ได้ เพราะมีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก ทำให้ผู้ผลิตต้องลดต้นทุนการผลิต ทำให้คุณภาพลดลงเรื่อยๆ จนทำให้ลูกค้าขาดความมั่นใจ เข้าอีหรอบเดียวกับสาโทที่หมดตัวกันมาแล้ว แต่ปัญหายังไม่หมด เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศกระทรวงฯ ฉบับที่ 272 กำหนดให้สุราเป็นผลิตภัณฑ์ควบคุมมาตรฐาน แปลว่าสุราทุกชนิด ป๊าดโธ สุราชุมชน ร้อยเอ็ดจะต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กรมสรรพสามิตกำหนด ถ้าหากทางสาธารณสุขไปสุ่มตัวอย่างสุราในตลาด แล้วตรวจพบว่ามีสารเคมีใดๆ เกินปริมาณที่กำหนด ผู้ผลิตรายนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แถมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาจจะมาตรวจโรงงาน แล้วกำหนดให้โรงงานต้องได้มาตรฐานสุขลักษณะที่ดีในการผลิต ที่เรียกว่า จีเอ็มพี อย่างที่เราได้ยิน อย. โฆษณาทางโทรทัศน์ ให้ผู้ผลิตอาหารต้องได้มาตรฐานนี้ อีกทั้งกรมสรรพสามิตก็จะเข้มงวดกับภาชนะ ฉลาก และขั้นตอนการติดแสตมป์ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี นี่ก็จะทำให้เรามีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่ยังไม่นับอุตสาหกรรมจังหวัด ที่อาจจะเกิดฟิตขึ้นมา มาตรวจสอบว่า “สถานที่ทำสุรา” ของเรา เข้าข่ายโรงงานหรือไม่
ทางรอดสุรากลั่นชุมชน ป๊าดโธ สุราชุมชน ร้อยเอ็ด
คนทำสุราจะอยู่รอดได้อย่างไร ทางรอด สุรากลั่นชุมชน แนวทางการพัฒนาปรับปรุงสถานการณ์ของสุรากลั่นชุมชน เรื่องแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องคุณภาพ ผู้ผลิตหลายรายยังไม่รู้จักการแบ่งส่วนน้ำสุราที่กลั่นได้ เรื่องนี้ผมได้อธิบายไว้แล้วใน “เกษตรแปรรูป” ฉบับต้นปี ทั้งนี้เพราะเราใช้วิธีกลั่นแบบหม้อต้ม ซึ่งจะมีเมธิลแอลกอฮอล์ระเหยออกมาก่อน ซึ่งเราต้องทิ้งไป และในช่วงท้าย ที่อุณหภูมิการกลั่นสูงขึ้นจนเกือบถึงจุดน้ำเดือด จะมีสารเคมีที่ทำให้ปวดหัว มีกลิ่นเหม็น ซึ่งก็ต้องแยกออกเช่นกัน แต่ทีนี้ผู้ผลิตที่ต้องการเร่งกลั่นให้ได้เร็วๆ ใช้ไฟแรงๆ ก็จะทำให้ต้องกลั่นที่อุณหภูมิสูง ทำให้สารพิษเหล่านี้ ปนมากับน้ำสุรา ทำให้มีกลิ่นเหม็น ทำให้ปวดหัว บางทีก็มีกลิ่นเหม็นไหม้ และถ้าส่งไปวิเคราะห์ก็จะไม่ผ่าน ลูกค้าก็ไม่ชอบ ป๊าดโธ สุราชุมชน การเลือกใช้เครื่องกลั่นก็มีผลกับคุณภาพ ถ้ากลั่นด้วยหม้อต้มแบบชาวบ้าน ในต่างประเทศเขาก็ใช้หลักการเดียวกัน เพื่อผลิตสุราที่มีกลิ่นของวัตถุดิบออกมาด้วย ซึ่งทำให้เป็นเอกลักษณ์ของสุราชนิดนั้นๆ เช่น บรั่นดี ที่ทำจากไวน์องุ่น สุราจากข้าวของเราก็มีกลิ่นเฉพาะของมัน แต่สุรากลั่นบางชนิด จะกลั่นด้วยเครื่องกลั่นแบบมีหอกลั่นลำดับส่วน ซึ่งจะทำให้ได้แอลกอฮอล์ 95 % แล้วจึงนำมาเติมน้ำปรับดีกรีให้ได้ตามต้องการ คือ 35 – 40 % แล้วมีการผสมและบ่มในถังไม้โอ๊ค อาจมีการปรุงแต่งกลิ่นรส เช่น เหล้ายิน จะใส่ผลจูนิเปอร์ ให้มีกลิ่นเฉพาะของยิน และว็อดก้า ที่กลั่นเป็นแอลกอฮอล์และไม่มีกลิ่นวัตถุดิบ นิยมใช้ผสมเป็นค็อกเทล
ป๊าดโธ สุราชุมชน ร้อยเอ็ด, จำหน่ายสินค้า OTOP, จำหน่ายสินค้า OTOP ทั่วประเทศ, จำหน่ายสินค้า OTOP ของดีทุกจังหวัด, ยุคแห่งการนำเสนอและขายของออนไลน์, สินค้าภูมิปัญญาชาวบ้าน, สินค้าพื้นบ้าน, อาหารพื้นบ้าน, เกษตรกร 100%, ร้านค้า, รวมสินค้า OTOP จากทุกจังหวัด, ตัวแทนสินค้ามาส่งถึงมือท่าน, OTOP ขอนแก่น, OTOP ชัยภูมิ, OTOP ร้อยเอ็ด, OTOP กาฬสินธุ์, ให้บริการฝาก-ขาย สินค้า OTOP, จำหน่ายสินค้าพื้นบ้านประจำจังหวัด, ของฝาก ของที่ระลึก, อาหารแห้ง อาหารสด
